ของจริงหรือแค่ภาพลวงตา? ผ่าฟอร์ม “เชลซี” ก่อนดวล “อาร์เซนอล” เดิมพันเส้นทางลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก
คำถามที่ดังก้องอยู่ในหัวแฟนบอลพรีเมียร์ลีกเวลานี้คือ “เชลซี ดีพอจะเป็นแชมป์แล้วหรือยัง?”
BK8 – ย้อนกลับไปฤดูกาลที่แล้ว เอ็นโซ มารีสก้า กุนซือจอมแทคติกมักจะตอบปฏิเสธเสียงแข็งเสมอว่าทีมของเขา “ยังไม่พร้อม” ที่จะเทียบชั้น อาร์เซนอล, แมนฯ ซิตี้ หรือ ลิเวอร์พูล และเขาก็พูดถูก เมื่อเชลซีทำได้เพียงคว้าอันดับ 4 ในวันสุดท้าย – แทงบอล
แต่ฤดูกาลนี้บริบทเปลี่ยนไป เชลซีรั้งรองจ่าฝูงก่อนเข้าสู่สัปดาห์นี้ และหากพวกเขาล้มจ่าฝูงอย่าง “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ได้ในวันอาทิตย์ ช่องว่างจะเหลือเพียง 3 คะแนน แสงสว่างแห่งการลุ้นแชมป์จะเจิดจ้าขึ้นทันที แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เราต้องกางสถิติมาคุยกันด้วยความจริง
ดาบคม… แต่โล่อาจยังไม่แกร่งพอ? ในแง่บวก เชลซีมีสถิติเกมรุกที่ดุดันเป็นอันดับต้นๆ ของลีก ค่า xG (โอกาสการได้ประตู) และผลต่างประตูได้เสียอยู่ในเกณฑ์ยอดเยี่ยม เป็นรองแค่ ซิตี้ และ อาร์เซนอล เท่านั้น แต่จุดที่น่าสังเกตคือ: ตารางคะแนนที่สวยหรูนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่เชลซียังไม่เจอ “ของแข็ง” ระดับเดียวกัน (ยกเว้นเกมเปิดฤดูกาล) พวกเขายังไม่ได้ดวลกับ แมนฯ ซิตี้ หรือ แอสตัน วิลล่า เลย
หากคำนวณจากแต้มเฉลี่ยปัจจุบัน (Points Per Game) เชลซีมีแนวโน้มจะจบฤดูกาลที่ 73 คะแนน ซึ่งดีพอสำหรับพื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ยัง “ไม่ดีพอ” ที่จะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก (ซึ่งค่าเฉลี่ยทีมแชมป์อยู่ที่ 92.6 คะแนน)
จุดเปลี่ยน: ขุมกำลังที่ลึกและวินัยที่ดีขึ้น สิ่งที่ มารีสก้า ทำได้ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาคือ “การหมุนเวียนนักเตะ” สถิติระบุว่า ตัวสำรองของเชลซีลงเล่นคิดเป็น 11.6% ของเวลาทั้งหมด (สูงที่สุดในลีก) นั่นหมายความว่าความสดของนักเตะถูกรักษาไว้อย่างดี และทีมเลิกพึ่งพา “เดอะแบก” เพียงคนเดียวอย่าง โคล พาลเมอร์ หรือ นิโคลัส แจ็คสัน เหมือนปีก่อนแล้ว
นอกจากนี้ “วินัย” ก็ดีขึ้น จากที่เคยโดนใบแดงว่อนในช่วงต้นซีซั่น เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาพวกเขาเล่นได้อย่างสุขุมและเยือกเย็น ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของทีมที่จะลุ้นแชมป์
บทสรุป: วันอาทิตย์นี้คือคำตอบ แม้เชลซีจะมีขุมกำลังที่อายุน้อยที่สุดในลีก แต่แกนหลักของพวกเขาก็มีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกไม่ต่างจากอาร์เซนอล เป้าหมายภายในของสโมสรอาจจะหวังแค่การรักษาพื้นที่ UCL แต่ลึกๆ แล้ว หากวันอาทิตย์นี้พวกเขาล้มจ่าฝูงได้ มันจะเป็นการประกาศศักดาว่า “สิงห์บลูส์” ไม่ใช่แค่ทีมแย่งท็อปโฟร์ แต่คือผู้ท้าชิงบัลลังก์อย่างเต็มตัว
นี่ไม่ใช่แค่เกมดาร์บี้แมตช์ แต่มันคือบททดสอบว่า เชลซี เรียนรู้อะไรบ้างจากความเจ็บปวดในฤดูกาลที่แล้ว

