ถอดรหัสแท็กติก สล็อต! เผยวิธี “ลิเวอร์พูล” อุดรอยรั่วลูกตั้งเตะ พลิกวิกฤตสู่โอกาสทองลุ้นแชมป์
BK8 – เจาะลึกแท็กติก ‘เครื่องจักรสีแดง’: วิธีที่ลิเวอร์พูลอุดรอยรั่วลูกตั้งเตะ และทำไมมันถึงชี้ชะตาแชมป์ – แทงบอล
ภาพการทุ่มไกลเข้ากรอบเขตโทษในช่วงท้ายเกม เคยเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน ลิเวอร์พูล มาตลอดช่วงครึ่งแรกของฤดูกาลนี้ แต่ในเกมกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ทุกอย่างกลับตาลปัตร
หลังจาก โจ โกเมซ พยายามทุ่มไกลเข้าไปลุ้นในกรอบเขตโทษถึง 4 ครั้งในช่วง 10 นาทีสุดท้าย เขาก็เปลี่ยนใจเลือกทุ่มสั้นให้ โดมินิก โซบอสซ์ไล มิดฟิลด์ชาวฮังกาเรียนค่อยๆ คลึงบอลหาจังหวะ ก่อนจะครอสไปให้ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค โหม่งชงติดบล็อก แต่บอลยังมาเข้าทาง อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ที่สอดขึ้นมาซัดประตูชัยสุดล้ำค่า
ประตูนี้ไม่เพียงแต่เป็นจุดเปลี่ยนของเกม แต่มันยังเป็นเครื่องยืนยันถึง “พัฒนาการด้านลูกตั้งเตะ” ของทีมภายใต้การคุมทัพของ อาร์เน่ สล็อต (ตามนิยามของ Opta ประตูนี้ถือเป็น Set-piece เพราะจุดเริ่มต้นมาจากจังหวะลูกตายอย่างการทุ่ม)
วิกฤต “Set-Piece Balance” และการเปลี่ยนแปลง
สล็อตพูดถึงปัญหาลูกตั้งเตะมาตลอดฤดูกาล ก่อนวันที่ 30 ธันวาคม (วันที่ แอรอน บริกก์ส โค้ชลูกตั้งเตะอำลาทีม) ลิเวอร์พูลมีสถิติที่น่าตกใจในพรีเมียร์ลีก คือ ทำได้ 3 ประตู แต่เสียไปถึง 12 ประตูจากลูกตั้งเตะ (Balance = -9) ซึ่งสล็อตยอมรับตรงๆ ว่า “ในพรีเมียร์ลีกยุคปัจจุบันที่เน้นความแข็งแกร่งทางร่างกาย เป็นไปไม่ได้เลยที่จะคว้าแชมป์ด้วยสถิติแบบนี้”
แต่หลังจากการปรับเปลี่ยน โดยดึง ลูอิส มาโฮนีย์ (Lewis Mahoney) นักวิเคราะห์ลูกตั้งเตะขึ้นมามีบทบาทหลัก สถิติของทีมก็พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ 13 นัดหลังสุดในทุกรายการ พวกเขายิงได้ 9 และเสียแค่ 2 ประตู (Balance = +7)
อุดรอยรั่วเกมรับ: โชคชะตา หรือ แท็กติก?
สล็อตออกมาปกป้องอดีตทีมงานอย่างบริกก์ส โดยชี้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “โชคร้าย” สถิติชี้ให้เห็นว่า ใน 18 เกมแรก ลิเวอร์พูลมีค่า xG Against (ความน่าจะเป็นในการเสียประตู) จากลูกตั้งเตะเพียง 6.1 แต่กลับเสียจริงถึง 12 ประตู! ในขณะที่ 9 เกมหลังสุด ค่า xG Against อยู่ที่ 2.7 และเสียไป 2 ประตู ซึ่งถือว่าตัวเลขกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ในแง่ของแท็กติก การยืนตำแหน่งพื้นฐานแทบไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก (ฟาน ไดจ์ค, โกนาเต้, กราเฟนแบร์ก ยังคงคุมโซนในกรอบ 6 หลา) แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “การปรับเปลี่ยนบุคลากรตามคู่แข่ง” เช่น การขยับตำแหน่งของ โคดี้ กัคโป หรือ โซบอสซ์ไล ให้สลับมาช่วยสกรีนเสาแรกหรือเสาสองตามความเหมาะสม ทำให้ 13 เกมหลังสุด ลิเวอร์พูลไม่เสียประตูจากลูกเตะมุมเลยแม้แต่ลูกเดียว!
เกมรุกดุดัน: เตะมุมโค้งเข้าหาประตู และ ฟรีคิกลูกสูตร
ในมิติของเกมรุก ลิเวอร์พูลกำลังทำผลงานได้เกินเป้า (Overperforming) พวกเขาสร้างสรรค์โอกาสยิงจากลูกตั้งเตะเพิ่มขึ้นเป็น 4.2 ครั้งต่อ 90 นาที
ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือ “ลูกเตะมุม” ลิเวอร์พูลหันมาเน้นการเปิดบอลแบบ Inswinging (โค้งเข้าหาประตู) และพุ่งเป้าไปที่ “กรอบ 6 หลา” มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (สัดส่วนการเปิดจากฝั่งซ้ายพุ่งเป้าไปที่กรอบ 6 หลา เพิ่มขึ้นจาก 27% เป็น 65%)
เป้าหมายคือการกดดันผู้รักษาประตูฝ่ายตรงข้าม ดังที่ ฟาน ไดจ์ค อธิบายหลังเกมชนะซันเดอร์แลนด์ว่า: “เรารู้ว่าผู้รักษาประตูของพวกเขาโชว์ฟอร์มได้ดี แต่การต้องออกมาชกบอลภายใต้ความกดดันมันไม่ใช่งานง่ายเสมอไป เราจึงเน้นไปที่การเก็บบอลจังหวะสอง”
นอกจากนี้ ความเฉลียวฉลาดจาก “ลูกฟรีคิก” ก็เป็นอีกหนึ่งอาวุธลับ ทั้งการยิงเรียดลอดกำแพงของ โซบอสซ์ไล ในเกมกับมาร์กเซย หรือการเล่นลูกสูตรขยับหลอกของ ซาลาห์ ในเกมกับบอร์นมัธและคาราบัก
การแก้ปัญหาจุดอ่อนเรื่องลูกตั้งเตะ ถือเป็นการปลดล็อกขีดจำกัดสำคัญของเครื่องจักรสีแดงยุค อาร์เน่ สล็อต หากพวกเขายังคงรักษามาตรฐานความละเอียดนี้ไว้ได้จนถึงเดือนพฤษภาคม… รางวัลตอบแทนที่รออยู่ปลายทาง ย่อมคุ้มค่าอย่างแน่นอน

