หัวใจแมนคูเนียน! เจาะลึก ‘นิโก้ โอเรลลีย์’ จิ๊กซอว์ชิ้นใหม่ของเป๊ป กับรอยสัก 0161 และการก้าวข้ามขีดจำกัด
BK8 – ชายผู้มี ‘แมนเชสเตอร์’ อยู่ในสายเลือด: นิโก้ โอเรลลีย์ กับเส้นทางสู่ความไว้ใจของ ‘เป๊ป’ – แทงบอล
เย็นวันที่ 10 มกราคมปีที่แล้ว ขณะที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กำลังรอเช็กบิลในร้านอาหารโปรดแห่งหนึ่งในแมนเชสเตอร์ เขาบังเอิญพบกับ เบน วิลกินสัน ผู้จัดการทีมรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีของสโมสร เป๊ปเดินเข้าไปทักทาย พร้อมกับแจ้งข่าวที่ทำเอาโค้ชเยาวชนรายนี้ต้องประหลาดใจ
เป๊ปบอกว่า เขาจะส่ง นิโก้ โอเรลลีย์ ดาวรุ่งพุ่งแรงของอคาเดมี่ ลงเป็นตัวจริงในศึกเอฟเอคัพกับ ซัลฟอร์ด ซิตี้… และที่น่าตกใจคือ เขาจะให้เด็กหนุ่มที่เล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกมาตลอดชีวิต ลงเล่นในตำแหน่ง “แบ็กซ้าย” ตำแหน่งที่เจ้าตัวไม่เคยสัมผัสเลยนับตั้งแต่ตอนเล่นฟุตบอล 7 คนในวัยเด็ก!
แต่นั่นแหละคือวิถีของเป๊ป และโอเรลลีย์ก็ตอบแทนความไว้ใจนั้นด้วยการทำประตูได้ทันที พร้อมกับสถาปนาตัวเองเป็นฟันเฟืองชิ้นใหม่ที่ทีมจะขาดไปไม่ได้
มันสมองที่เกินวัย และความยืดหยุ่นทางแท็กติก
สิ่งที่ทำให้ โอเรลลีย์ แตกต่างจากเด็กรุ่นเดียวกัน ไม่ใช่แค่ทักษะ แต่คือ “ความเข้าใจเกม” สมัยอยู่อคาเดมี่ เขามักจะมองเห็นการเปลี่ยนแท็กติกของคู่แข่งได้เร็วกว่าโค้ช และคอยสั่งการเพื่อนร่วมทีมให้ปรับตำแหน่งรับมืออยู่เสมอ
ในฤดูกาลนี้ที่ถือเป็นปีแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว โอเรลลีย์กลายเป็น “มิสเตอร์ไว้ใจได้” ของทีม เขาเล่นได้ทั้งแบ็กซ้ายและมิดฟิลด์ตัวกลาง สถิติระบุว่าเขามีเวลาลงสนามมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของทีม เป็นรองเพียง เออร์ลิง ฮาลันด์ เท่านั้น พร้อมฝากผลงาน 6 ประตู 5 แอสซิสต์ และยังเป็นเจ้าของสถิติเข้าแท็กเกิลสูงสุดในทีมถึง 84 ครั้ง แม้จะมีวันที่ยากลำบากอย่างเกมแชมเปียนส์ลีกที่พ่าย เรอัล มาดริด 3-0 แต่โดยรวมแล้ว เขาคือคนที่พึ่งพาได้เสมอ
เลือดแมนคูเนียน และรอยสัก 0161
หากโชคชะตาพลิกผัน เกมกับซัลฟอร์ดอาจเป็นนัดสุดท้ายของเขากับซิตี้ เพราะ เชลซี เคยพยายามทุ่มเงินดึงตัวเขาไปร่วมทีม แต่ซิตี้ปฏิเสธเสียงแข็ง และตัวเขาเองก็ไม่อยากไปไหน
โอเรลลีย์เติบโตมาจากย่านคอลลีเฮิรสต์ ทางตอนเหนือของแมนเชสเตอร์ เขาเรียนโรงเรียนประถมเดียวกับตำนานอย่าง น็อบบี้ สไตล์ส และ ไบรอัน คิดด์ เขารักบ้านเกิดมากจนถึงขั้นสักรหัสโทรศัพท์เมืองแมนเชสเตอร์ “0161” ไว้ที่แขนซ้าย
“พื้นที่ตรงนั้นคือตัวผม คือสิ่งที่หล่อหลอมให้ผมเป็นผมในวันนี้” โอเรลลีย์กล่าวด้วยความภูมิใจ เขาเริ่มเล่นฟุตบอลจากการผลักดันของ ‘ฮอลลี่’ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ขับรถพาเขาไปตระเวนทดสอบฝีเท้ากับทั้ง เอฟเวอร์ตัน, ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อนที่เขาจะเลือก แมนฯ ซิตี้ ในวัย 8 ขวบ เพราะ “การฝึกซ้อมที่นี่ดีกว่า”
ก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกาย
เส้นทางของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในช่วงอายุ 16.5 ถึง 18 ปี โอเรลลีย์เผชิญภาวะร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เขาสูงขึ้นถึง 12 ซม. (จากค่าเฉลี่ยปกติที่ 5 ซม.) ร่างกายที่เปลี่ยนไปทำให้การควบคุมบอลของเขาผิดเพี้ยน ฟอร์มการเล่นตกลงอย่างน่าใจหาย
ในขณะที่เพื่อนซี้อย่าง ริโก้ ลูอิส ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ โอเรลลีย์ต้องยอมลดอีโก้และอยู่ในทีมชุดยู-18 ต่อไป แต่นั่นคือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด เขาใช้เวลาในยิมเพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้สมดุลกับความสูงใหม่ จนปัจจุบันเขากลายเป็นมิดฟิลด์ร่างยักษ์สูง 6 ฟุต 4 นิ้ว ที่ทั้งปราดเปรียวและแข็งแกร่ง พร้อมสวมปลอกแขนกัปตันทีมพายู-18 คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่
วันนี้ ในวัย 21 ปี เด็กหนุ่มผู้ติดดินที่ยังคงอาศัยอยู่กับคุณแม่และน้องสาว กำลังเตรียมตัวลงทำศึก คาราบาวคัพ นัดชิงชนะเลิศกับ อาร์เซน่อล ที่เวมบลีย์ พร้อมกับรางวัลชิ้นใหญ่คือการถูกเรียกตัวติด ทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ เป็นครั้งแรก
“ผมโตมากับการดูซิตี้ลงเล่นนัดชิงชนะเลิศในรายการเหล่านี้” เขากล่าวทิ้งท้าย “ผมรู้มาตลอดว่าผมอยากไปยืนอยู่ตรงจุดนั้น มันจึงพิเศษมากๆ ที่เราได้เข้าชิงในวันอาทิตย์นี้”
ความฝันของเด็กหนุ่มจากคอลลีเฮิรสต์ กำลังกลายเป็นความจริงบนผืนหญ้าสีเขียวแล้วครับ


