“เกือบได้เป็นนายใหญ่!” สตีฟ บรูซ เปิดใจเบื้องหลังเคยมีชื่อลุ้นคุมแมนยู ต่อจาก “มูรินโญ่” – แย้ม “จังหวะเวลา” คืออุปสรรคสำคัญ
BK8 – “เกือบได้คุมทีมรัก!” สตีฟ บรูซ เผยความลับปี 2018 เคยเกือบได้รับไม้ต่อจาก “มูรินโญ่” ในโรงละครแห่งความฝัน – แทงบอล
ในโลกของฟุตบอล “ฝีมือ” อย่างเดียวบางทีอาจไม่พอ แต่ต้องมี “จังหวะเวลา” ที่ใช่ประกอบด้วย ล่าสุด สตีฟ บรูซ ปราการหลังระดับตำนานและอดีตกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ออกมาเปิดเผยความลับที่เก็บไว้มานานว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยเกือบได้รับโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต นั่นคือการก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด
รอยร้าวของ ‘The Special One’ และโอกาสที่ลอยเข้ามา
ย้อนกลับไปในเดือนธันวาคม ปี 2018 หลังจากที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ถูกปลดจากตำแหน่งหลังพ่ายให้กับลิเวอร์พูล 1-3 ในขณะนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังตกอยู่ในสภาวะสูญเสียทิศทาง และต้องการใครสักคนที่ “เข้าใจดีเอ็นเอ” ของสโมสรเข้ามากู้สถานการณ์
บรูซ เปิดเผยในพอดแคสต์ SACKED! ว่าในช่วงเวลาที่สโมสรกำลังพิจารณาเลือกตัวกุนซือขัดตาทัพ ชื่อของเขานั้นถูกยกขึ้นมาพูดถึงอย่างจริงจัง
“ผมเชื่อว่าตอนที่ โอเล่ (กุนนาร์ โซลชา) เข้าไปรับงาน ผมเองก็มีชื่ออยู่ในโผนั้นนิดหน่อยเหมือนกัน” บรูซกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบตามสไตล์ “แต่ผมคิดว่าจังหวะเวลามันไม่เป็นใจ เพราะตอนนั้นผมเพิ่งแยกทางกับแอสตัน วิลล่า มาได้ไม่นานนัก”
ไม่มีคำว่า ‘เสียดาย’ สำหรับลูกผู้ชายที่ชื่อ สตีฟ บรูซ
แม้สุดท้ายเก้าอี้ตัวนั้นจะตกเป็นของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่เริ่มต้นด้วยฟอร์มอันร้อนแรงจนได้สัญญาถาวร แต่บรูซในวัย 65 ปี ยืนยันว่าเขาไม่ได้รู้สึกค้างคาใจหรือถูกความเสียดายหลอกหลอนที่พลาดโอกาสคุมทีมระดับโลกอย่างแมนฯ ยูไนเต็ด
เขาระบุว่าความภาคภูมิใจสูงสุดคือการได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมและใช้เวลา 10 ปีในฐานะนักเตะที่นี่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สโมสรกำลังสร้างความยิ่งใหญ่ “ผมคงเกลียดตัวเองมากถ้าต้องไปทำลายความทรงจำอันแสนวิเศษเหล่านั้นด้วยเรื่องราวที่ขมขื่นในฐานะผู้จัดการทีม”
สถานการณ์ปัจจุบันของตำนาน
หลังจากพลาดโอกาสในครั้งนั้น บรูซได้ออกไปคุมทีมอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น นิวคาสเซิล, เวสต์บรอมวิช และล่าสุดกับ แบล็คพูล ซึ่งเขาเพิ่งถูกปลดจากตำแหน่งไปเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา
ในวันที่อดีตกัปตันคนนี้ก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ เรื่องราวของเขาคือเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า บางครั้งการเป็น “ผู้สังเกตการณ์” และรักษาภาพลักษณ์ของการเป็นตำนานที่แฟนบอลรัก อาจจะมีค่ามากกว่าการกระโจนเข้าใส่เก้าอี้กุนซือที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างได้เสมอ
