ผีแดง ยุคใหม่หรือแค่ก็อปปี้เกรด B? เจาะลึกแผน “City-fication” ของเซอร์จิม กับความจริงที่เจ็บปวดก่อนศึกดาร์บี้
BK8 – เกือบ 2 ปีนับตั้งแต่ เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ เข้ามาถือหุ้นและประกาศภารกิจกู้ศรัทธา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยไม่อายที่จะยก “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” เป็นต้นแบบความสำเร็จ ทว่าก่อนศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ในวันเสาร์นี้ ความจริงที่แฟนผีต้องยอมรับคือ พวกเขายังคง “ห่างชั้น” จากเพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญอยู่หลายขุม ทั้งในสนามและนอกสนาม – แทงบอล
ปฏิบัติการ “City-fication”: การย้ายขั้วของมันสมอง เซอร์จิม เดินหมากด้วยการดึงบุคลากรระดับ “Elite” จากค่ายเรือใบสีฟ้าข้ามฟากมายัง โอลด์ แทรฟฟอร์ด อย่างต่อเนื่อง เริ่มจาก:
-
Omar Berrada (CEO): อดีตมือขวาผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทางธุรกิจของซิตี้
-
Jason Wilcox (ผอ.กีฬา): อดีตผอ.อะคาเดมี่ของซิตี้
-
รวมถึงทีมงานสตาฟฟ์, นักกายภาพ และทีมการตลาด อีกนับไม่ถ้วนที่ถูกดึงตัวมา
ผลลัพธ์ที่ยัง “สวนทาง” กับความคาดหวัง แม้จะได้ “คนคุณภาพ” มา แต่การตัดสินใจในเชิงบริหารยังคงสับสนและไร้ทิศทาง ไม่ต่างจากยุคเกลเซอร์เพียวๆ
-
ปลดแล้วตั้ง ตั้งแล้วปลด: เก็บ เทน ฮาก ไว้แล้วปลด >> ตั้ง แดน แอชเวิร์ธ แล้วแยกทางใน 7 เดือน >> ตั้ง รูเบน อโมริม (ขัดใจแอชเวิร์ธ) แล้วปลดใน 14 เดือน
-
สไตล์การเล่นที่ขัดแย้ง: บอร์ดบริหารบอกอยากได้สไตล์ที่ชัดเจนเหมือนซิตี้ แต่ดันไปจ้าง อโมริม ที่ยึดมั่นในระบบ 3-4-3 ซึ่งขัดแย้งกับ “พิมพ์เขียว” การพัฒนานักเตะเยาวชนของสโมสรที่เน้นระบบหลัง 4 (Back four)
ความจริงก่อนศึกดาร์บี้ ในขณะที่ ลิเวอร์พูล และ อาร์เซนอล ก้าวขึ้นมาท้าชิงแชมป์กับซิตี้ได้อย่างสูสี ยูไนเต็ดกลับยังคงวนเวียนอยู่กับการ “ตั้งกุนซือขัดตาทัพ” (ไมเคิล คาร์ริค) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บทวิเคราะห์ชี้ว่า ปัญหาไม่ใช่การดึงคนเก่าซิตี้มาทำงาน แต่คือการขาด “วิสัยทัศน์” ที่เป็นของตัวเองจริงๆ การพยายามเดินตามรอยเท้าคนอื่นโดยไม่มีรากฐานที่มั่นคง ทำให้ 2 ปีแรกของยุคเซอร์จิม เป็นเพียงการ “เดินจากความผิดพลาดหนึ่ง ไปสู่อีกความผิดพลาดหนึ่ง” เท่านั้น
