เปิดเบื้องลึก “คาร์ริก ปฏิวัติ” ผีแดง: การบ้านจากฮอลแลนด์, รูทีนใหม่วันแข่ง และความสุขของคาเซมิโร่
BK8 – เจาะลึก “คาร์ริก เรโวลูชั่น”: การบ้านทางมือถือ, รูทีนใหม่วันแมตช์เดย์ และความสงบที่เปลี่ยน “ผีป่วย” ให้กลับมาผงาด – แทงบอล
จากอดีตคุณพ่อที่นั่งรอลูกชายซ้อมบอลในรถอย่างเงียบๆ ที่แคร์ริงตัน วันนี้ ไมเคิล คาร์ริก กลายเป็นชายผู้แบกความหวังของสาวก “เร้ด อาร์มี่” ทั่วโลก และเขาก็เริ่มต้นภารกิจกู้ซากปรักหักพังจากยุค รูเบน อามอริม ได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการพาทีมชนะรวด 3 นัด เหนือทีมแกร่งอย่าง แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล และ ฟูแล่ม
The Athletic ได้เปิดเผยเบื้องหลังการทำงานของ คาร์ริก และทีมสตาฟฟ์ชุดใหม่ ที่เข้ามาพลิกโฉม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในระยะเวลาอันสั้น
ทีมงานรู้ใจ: ฮอลแลนด์ & วู้ดเกต
ความโชคดีของยูไนเต็ดคือการได้ สตีฟ ฮอลแลนด์ อดีตผู้ช่วยทีมชาติอังกฤษและเชลซี (ซึ่งเป็นแฟนผีแต่เด็ก) มาเป็นมือขวา ฮอลแลนด์เข้ามาพร้อมความเข้มงวดและยุติธรรม เขาประกาศชัดเจนว่า “ถ้าใครไม่ทุ่มเท จะถูกไล่กลับเข้าข้างในทันที” พร้อมทั้งมีการแจก “การบ้าน” (Homework) เป็นคลิปวิดีโอให้นักเตะไปศึกษาต่อในโทรศัพท์หลังจบการซ้อม
ส่วน โจนาธาน วู้ดเกต ที่พูดสเปนได้คล่องแคล่ว เข้ามาเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์กับกลุ่มนักเตะละติน ซึ่งช่วยได้มากในการกู้ใจนักเตะอย่าง คาเซมิโร่ และ ลิซานโดร มาร์ติเนซ
การซ้อมที่ “สั้นแต่คม”
ต่างจากยุคอามอริมที่ซ้อมยาวนานและเน้นทฤษฎี คาร์ริกเน้นการซ้อมที่ “สั้น เข้มข้น และเฉียบคม” โดยส่วนใหญ่จะจบก่อน 13.00 น.
มีเกร็ดน่าสนใจจาก เวย์น รู นี่ย์ ที่เผยว่า ก่อนเกมเจออาร์เซนอล คาร์ริกสั่งหยุดซ้อมเร็วกว่ากำหนด เพราะมาตรฐานการซ้อมวันนั้น “ดีเกินไป” เขาต้องการเก็บพลังงานและความมั่นใจนั้นไว้ระเบิดในสนามจริง
จิตวิทยาและการซื้อใจ
คาร์ริกใช้ความเป็นอดีตนักเตะระดับท็อป ซื้อใจลูกทีมได้อยู่หมัด
-
คาเซมิโร่: ยอมรับว่า “รู้สึกเหมือนได้กลับมาเป็นนักฟุตบอลอีกครั้ง” หลังได้รับความเคารพและบทบาทที่ชัดเจน
-
ดาวรุ่ง: คาร์ริกใส่ใจทีมเยาวชนมาก (ต่างจากอามอริมที่ไม่เคยไปดูแข่งในสนามจริง) เขาไปดูเกม U21 และ U18 ด้วยตัวเอง สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ อย่างมาก
เปลี่ยนรูทีนวันแข่ง
รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ถูกปรับเปลี่ยน คาร์ริกสั่งเลื่อนเวลารถบัสออกจากแคร์ริงตันให้ช้าลง 10-15 นาที เพื่อให้เมื่อไปถึง โอลด์ แทรฟฟอร์ด จะมีแฟนบอลมารอรับจำนวนหนาแน่นที่สุด เขาต้องการให้นักเตะ “สัมผัสถึงแรงกระตุ้น” จากแฟนบอลก่อนเข้าห้องแต่งตัว
ในขณะที่อามอริมเป็นคนอารมณ์ร้อนและมักปะทะคารมผ่านสื่อ คาร์ริกกลับนิ่งสงบ เยือกเย็น และร่วมมือกับทุกฝ่าย (Collaborative) เขาไม่เคยตำหนินักเตะออกสื่อ แต่จะพูดคุยและวิเคราะห์เกมอย่างละเอียดเป็นการส่วนตัวหลังจบแมตช์
แม้เส้นทางยังอีกยาวไกล และเป้าหมายคือการพาทีมไปเล่นบอลยุโรป แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ บรรยากาศในรั้ว โอลด์ แทรฟฟอร์ด ตอนนี้ เปลี่ยนจาก “นรก” กลายเป็น “บ้าน” ที่อบอุ่นและมีความหวังอีกครั้ง ภายใต้การนำของชายผู้เคยบอกว่า “ชาตินี้ผมจะไม่เป็นผู้จัดการทีมแน่นอน”
