เจาะสถิติสุดช้ำ! “เชลซี” กับปมด้อยดวล “บิ๊กซิกซ์” บททดสอบสำคัญชี้ชะตาตั๋วแชมเปียนส์ลีก
BK8 – ปมด้อยที่ต้องเร่งแก้! เจาะสถิติ “เชลซี” ปะทะ “บิ๊กซิกซ์” ตัวแปรสำคัญชี้ชะตาตั๋วแชมเปียนส์ลีก – แทงบอล
หาก เชลซี ต้องการกลับมาเป็นผู้ท้าชิงแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเต็มตัวอีกครั้ง สถิติการเจอกับทีมกลุ่ม ‘บิ๊กซิกซ์’ จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงอย่างก้าวกระโดด
ในช่วงยุคทองที่เชลซีคว้าแชมป์ลีก 5 สมัย (ปี 2005, 2006, 2010, 2015 และ 2017) ผลงานการเจอกับ อาร์เซน่อล, ลิเวอร์พูล, แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด และสเปอร์ส คือฟันเฟืองสำคัญสู่ความสำเร็จ จากการลงเล่น 50 นัดเมื่อพบกับทีมเหล่านี้ เชลซีสามารถเก็บชัยชนะได้ถึง 30 นัด และพ่ายแพ้ไปเพียง 10 นัดเท่านั้น
ทว่าความยิ่งใหญ่ในวันนั้นกลายเป็นเพียงอดีต ปัจจุบัน ภายใต้การนำทัพของหัวหน้าผู้ฝึกสอนอย่าง เลียม โรซีเนียร์ (Liam Rosenior) การพลิกฟื้นวิกฤตนี้ถือเป็นภารกิจระดับความสำคัญสูงสุด ผลงานการเจอกับทีมกลุ่มนี้จะเป็นตัวตัดสินว่าเชลซีจะคว้าตั๋ว ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2026-27 ผ่านการติดท็อป 5 ได้หรือไม่ (โดยอังกฤษมีคะแนนสัมประสิทธิ์ยูฟ่านำห่าง และคาดว่าจะได้โควตาพิเศษเพิ่มจาก 4 อันดับแรก)
ฝันร้ายในการดวล “อาร์เซน่อล” และ “แมนฯ ซิตี้”
-
อาร์เซน่อล: การไปเยือนเอมิเรตส์ สเตเดียม ในวันอาทิตย์นี้ถือเป็นงานสุดหิน เชลซีไม่สามารถเอาชนะอาร์เซน่อลได้เลยใน 10 นัดหลังสุดรวมทุกรายการ และชัยชนะเกมลีกนัดเยือนหนล่าสุดต้องย้อนกลับไปถึง 5 ปีที่แล้ว
-
แมนเชสเตอร์ ซิตี้: การรับมือลูกทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในวันที่ 11 เมษายน ยิ่งเลวร้ายกว่า โดยเชลซีไร้ชัยชนะมาแล้วถึง 12 นัดติดต่อกัน ชัยชนะครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในเกมนัดชิงแชมเปียนส์ลีกปี 2021 ส่วนชัยชนะในลีกหนล่าสุดเกิดขึ้น 3 สัปดาห์ก่อนหน้าเกมนัดชิงที่ปอร์โต้คืนนั้น
เมื่อรวมผลงานการเจอกับสองทีมนี้ เชลซีไม่ชนะเลยตลอด 22 นัดหลังสุด (เป็นเกมพรีเมียร์ลีก 17 นัด) และไม่สามารถเก็บคลีนชีตได้เลยแม้แต่นัดเดียว ซึ่งปัจจุบันทั้งอาร์เซน่อลและแมนฯ ซิตี้ กำลังขับเคี่ยวแย่งแชมป์ลีกกันอยู่ และการันตีตั๋วแชมเปียนส์ลีกแน่นอนแล้วหากไม่มีเหตุการณ์พลิกผันร้ายแรง
กำแพงจิตวิทยา “แมนฯ ยูไนเต็ด” และ “ลิเวอร์พูล”
สองเกมที่เหลือกับ แมนฯ ยูไนเต็ด (อันดับ 4 นำเชลซีอยู่ 3 แต้ม) และ ลิเวอร์พูล (อันดับ 6 คะแนนเท่าเชลซีแต่เป็นรองลูกได้เสีย) ถือเป็นเกมชี้ชะตาอย่างแท้จริง
-
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด: เชลซีมีคิวเปิดบ้านรับการมาเยือนในสัปดาห์หน้า แม้จะเคยเอาชนะยูไนเต็ดได้ในบ้าน 2 ฤดูกาลหลังสุด (2023-24 และ 2024-25) แต่นั่นคือชัยชนะแค่ 2 นัด จากการเจอกัน 16 นัดหลังสุดในลีก สถิติการไปเยือนโอลด์ แทรฟฟอร์ด ยิ่งน่าใจหาย พวกเขาไม่ชนะที่นั่น 13 นัดติดในลีก นับตั้งแต่ ฆวน มาต้า ยิงประตูชัยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2013 (ในช่วงที่ยูไนเต็ดอ่อนแอลงมากเมื่อเทียบกับยุคที่คว้าแชมป์ 13 สมัย ระหว่างปี 1993-2013)
-
ลิเวอร์พูล: เชลซีจะต้องบุกไปเยือนแอนฟิลด์ในวันที่ 9 พฤษภาคม แม้เชลซีจะเอาชนะลิเวอร์พูลในบ้านได้ 2 นัดติดเมื่อปี 2025 ยุคของ เอ็นโซ่ มาเรสก้า แต่ชัยชนะที่แอนฟิลด์ครั้งล่าสุดต้องย้อนไปถึงปี 2021 ก่อนหน้านั้นเชลซีเคยไม่ชนะลิเวอร์พูล 10 นัดติดรวมทุกรายการ ซึ่งรวมถึงความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยถึง 3 ครั้ง (จุดโทษในคาราบาวคัพและเอฟเอคัพ 2022 และแพ้ 1-0 ในคาราบาวคัพ 2024)
“สเปอร์ส” ข้อยกเว้นเดียวที่เหลืออยู่
สถิติการเจอกับ สเปอร์ส เป็นเพียงความภาคภูมิใจเดียวที่หลงเหลืออยู่ เชลซีชนะรวด 5 นัดหลังสุดในลีก และนับตั้งแต่ปี 1990 พวกเขาชนะสเปอร์สในลีกได้ถึง 23 นัด โดยแพ้คาบ้านเพียงนัดเดียวเท่านั้น พวกเขาจะพบกันที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในวันที่ 17 พฤษภาคม ซึ่งเป็นเกมนัดรองสุดท้าย แต่ถึงตอนนั้นอาจจะสายเกินไปหากพวกเขาบอบช้ำจาก 4 ทีมก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังมีข้อถกเถียงด้วยว่า สเปอร์ส ยังสมควรถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘บิ๊กซิกซ์’ หรือไม่เมื่อดูจากอันดับในตาราง
ทีมชุดปัจจุบันเริ่มสร้างผลงานในเกมใหญ่ให้เห็นบ้างแล้ว จากการชนะ เปแอสเช ในศึกชิงแชมป์สโมสรโลก, ชนะ บาร์เซโลน่า ในแชมเปียนส์ลีก และชัยชนะเหนือลิเวอร์พูล รวมถึงเกมบุกชนะ นาโปลี แชมป์เซเรียอา 3-2 เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นผลงานที่น่าประทับใจที่สุดของโรซีเนียร์ตั้งแต่เข้ามารับงานเมื่อต้นเดือนมกราคม
แต่ตัวเลขสถิติยืนยันชัดเจนว่า เชลซียังห่างไกลจากมาตรฐานเดิมที่เคยทำไว้ หากพวกเขายังไม่สามารถก้าวข้ามกำแพงจิตวิทยาในการเผชิญหน้ากับทีมชั้นนำเหล่านี้ได้ การรอคอยแชมป์ลีกสมัยต่อไปก็คงต้องยืดเยื้อออกไปอีกยาวนาน

