ยุติธรรมหรือไม่? เจาะลึก ‘เชลซี’ จ่ายค่าปรับ 10 ล้านปอนด์ รอดตัดแต้มคดีเงินลับยุคเสี่ยหมี

BK8 – บาดแผลของกติกา: บทลงโทษ 10 ล้านปอนด์ของ ‘เชลซี’ ยุติธรรมจริงหรือ? – แทงบอล
ในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอล ความรุ่งโรจน์ของสโมสรมักถูกจดจำผ่านถ้วยรางวัลที่ตั้งตระหง่านอยู่ในตู้โชว์ แต่บางครั้ง เบื้องหลังความงดงามเหล่านั้นกลับซ่อนเรื่องราวที่ชวนให้ตั้งคำถามถึงคำว่า “ความยุติธรรม”
พรีเมียร์ลีกเพิ่งประกาศสั่งปรับเงิน เชลซี เป็นสถิติสูงถึง 10 ล้านปอนด์ (พร้อมคาดโทษแบนห้ามซื้อขาย 1 ปี) จากความผิดฐานละเมิดกฎการเงิน ด้วยการลักลอบจ่ายเงินลับให้แก่บุคคลที่สามและเอเยนต์ ผ่านเครือข่ายของอดีตเจ้าของทีมอย่าง โรมัน อบราโมวิช รวม 36 รายการ มูลค่ากว่า 47 ล้านปอนด์ ในช่วงปี 2011 ถึง 2018
พรีเมียร์ลีกลงดาบโดยระบุว่า นี่คือการกระทำที่จงใจหลอกลวงและปกปิด… แต่คำถามที่ตามมาคือ บทลงโทษเพียงแค่นี้ “เบาเกินไป” หรือไม่? เมื่อพิจารณาจากผลประโยชน์มหาศาลที่สโมสรได้รับ
ความสำเร็จที่เติบโตบนความไม่โปร่งใส
เงินลับเหล่านั้น ไม่ได้ถูกจ่ายไปอย่างไร้ความหมาย แต่มันเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้เชลซีคว้าตัวนักเตะระดับโลกมาร่วมทีมได้สำเร็จ รายงานระบุชื่อนักเตะอย่าง:
-
รามิเรส (17 ล้านปอนด์, ปี 2010)
-
ดาวิด ลุยซ์ (21.3 ล้านปอนด์, ปี 2011)
-
เอเด็น อาซาร์ (32 ล้านปอนด์, ปี 2012)
-
วิลเลี่ยน (30 ล้านปอนด์, ปี 2013)
-
ซามูเอล เอโต้ และ เนมานย่า มาติช
นักเตะเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่เนรมิต 8 โทรฟี่เมเจอร์ให้กับเชลซีในช่วงเวลานั้น (แชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย, เอฟเอคัพ 2 สมัย, แชมเปียนส์ลีก 1 สมัย และ ยูโรปาลีก 2 สมัย) แม้ตัวนักเตะเองอาจจะไม่รู้เห็นถึงกลโกงนี้ แต่หากไม่มีเงินใต้โต๊ะเหล่านี้ พวกเขาอาจสวมเสื้อสีอื่น และชูถ้วยแชมป์ให้กับสโมสรอื่นไปแล้ว
เหตุใดจึงไร้การ ‘ตัดแต้ม’ ?
เหตุผลที่พรีเมียร์ลีกปรานีและไม่ใช้มาตรการรุนแรงอย่างการตัดแต้ม เป็นเพราะกลุ่มทุน เคลียร์เลค แคปิตอล (เจ้าของใหม่) เป็นผู้ค้นพบความผิดปกตินี้และเดินเข้าไป “สารภาพ” ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังให้ความร่วมมือในการสอบสวนอย่างยอดเยี่ยม
พรีเมียร์ลีกชี้แจงว่า ความผิดนี้เกิดขึ้นในยุคผู้บริหารชุดเก่า และต่อให้รวมรายจ่ายลับเหล่านี้เข้าไป เชลซีในยุคนั้นก็ยังไม่ผิดเพดานกฎการเงิน (PSR) อยู่ดี
ความเจ็บปวดของคู่แข่ง และสัจธรรมที่โหดร้าย
แต่เหตุผลเหล่านั้น ไม่อาจเยียวยาความรู้สึกของคู่แข่งได้ อดีตผู้บริหารระดับสูงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รายหนึ่งเปิดใจกับ BBC ด้วยความขมขื่นว่า “มันน่าเจ็บใจมาก ยูไนเต็ดต้องพลาดนักเตะหลายคน โดยเฉพาะ อาซาร์ ก็เพราะการกระทำของพวกเขา… การเปลี่ยนเจ้าของทีมไม่ควรเป็นข้ออ้างให้รอดตัว เพราะถ้าคุณโกงแล้วชิงขายสโมสรก่อนโดนจับได้ มันก็ไม่ใช่การป้องปรามอะไรเลย”
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับ เอฟเวอร์ตัน หรือ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ที่โดนตัดแต้มอย่างโหดร้ายในข้อหาที่ดูรุนแรงน้อยกว่า บทลงโทษ 10 ล้านปอนด์สำหรับสโมสรที่มีมูลค่าทีมกว่า 1.5 พันล้านปอนด์ จึงดูไม่ต่างอะไรกับเศษเงิน
แรงกระเพื่อมถึง เอติฮัด สเตเดียม
คดีนี้ย่อมส่งผลสะเทือนไปถึง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่กำลังต่อสู้กับข้อกล่าวหาละเมิดกฎการเงินกว่า 100 กระทง แฟนเรือใบสีฟ้าอาจรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง ที่พรีเมียร์ลีกไม่เคยมองการ “ตัดแต้ม” เป็นตัวเลือกแรกสำหรับเชลซี แม้จะมีการปกปิดข้อมูลก็ตาม (แม้ว่าบริบทจะต่างกันตรงที่ แมนฯ ซิตี้ เลือกที่จะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและสู้คดี)
ท้ายที่สุด บทลงโทษครั้งนี้ของเชลซี อาจจบลงด้วยการจ่ายเงินชดเชย (รวมกับของยูฟ่าเป็น 18 ล้านปอนด์) แต่มูลค่าความเสียหายที่แท้จริง อาจไม่ใช่ตัวเงิน… แต่มันคือ “ความน่าเชื่อถือ” ของกติกาฟุตบอลอังกฤษ และเกียรติยศที่ถูกช่วงชิงไปจากคู่แข่ง ซึ่งไม่อาจประเมินค่าหรือเรียกคืนกลับมาได้อีกเลย


