ศึกชิงบัลลังก์แชมเปี้ยนชิพ! “โคเวนทรี” หลังพิงฝาเปิดรังดวล “โบโร่” ทีมจ่าฝูงฟอร์มร้อนแรง – แลมพาร์ด ลั่น “ต้องชนะ” เพื่อทวงคืนโมเมนตัม
BK8 – เดิมพันคือตั๋วพรีเมียร์ลีก! โคเวนทรี ปะทะ มิดเดิลสโบรห์: เมื่อ “แลมพาร์ด” ต้องงัดทุกประสบการณ์เพื่อหยุด “ความโกลาหลที่ควบคุมได้” ของจ่าฝูง – แทงบอล
หากเปรียบการแข่งขันเดอะ แชมเปียนส์ชิพ ฤดูกาลนี้เป็นหนังระทึกขวัญ เรากำลังเดินทางมาถึงฉากไคลแม็กซ์ที่ห้ามกะพริบตา เมื่อ โคเวนทรี ซิตี้ ที่เคยนอนมาในฐานะจ่าฝูง กลับต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของ มิดเดิลสโบรห์ ทีมฟอร์มร้อนแรงที่สุดในลีก ที่เพิ่งแซงหน้าพวกเขาขึ้นไปยึดอันดับ 1 ได้สำเร็จ
โมเมนตัมที่เปลี่ยนไป
ย้อนกลับไปเดือนพฤศจิกายน โคเวนทรีเคยบุกไปชนะถึงถิ่นริเวอร์ไซด์ 4-2 ทิ้งห่าง 10 คะแนน แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับตาลปัตร “โบโร่” ภายใต้การคุมทีมของ คิม เฮลล์เบิร์ก กุนซือหนุ่มชาวสวีเดน เก็บชัยชนะมา 6 นัดรวด ขณะที่ลูกทีมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ชนะเพียง 4 จาก 13 นัดหลังสุด
ปีเตอร์ ดัตตัน นักจิตวิทยากีฬา วิเคราะห์ว่าปัญหาของโคเวนทรีไม่ใช่เรื่องแท็กติก แต่คือ “ใจ”
“พวกเขาเล่นเพื่อรักษาสกอร์นำมานาน จนกลายเป็นเล่นแบบ ‘กลัวแพ้’ แทนที่จะเล่นอย่างอิสระ” ดัตตันกล่าว “ในทางกลับกัน มิดเดิลสโบรห์ กำลังมั่นใจสุดขีดและเล่นโดยไร้ความกดดัน”
ศิษย์ล้างครู?
เรื่องราวข้างสนามก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เฮลล์เบิร์ก วัย 38 ปี ยอมรับว่าเขาเติบโตมาโดยมี แฟรงค์ แลมพาร์ด เป็นฮีโร่ในดวงใจสมัยเชียร์เชลซี แต่วันนี้เขาต้องพาทีมที่มีสไตล์ “Controlled Chaos” (ความโกลาหลที่ควบคุมได้) มาล้มฮีโร่ของเขาถึงถิ่น CBS Arena
อย่างไรก็ตาม แลมพาร์ดยังมีไพ่ตายคือ “ประสบการณ์” ในฐานะนักเตะที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชน ทั้งถ้วยแชมป์ยุโรปและพรีเมียร์ลีก ซึ่งดัตตันเชื่อว่าสิ่งนี้จะช่วยดึงสติลูกทีมกลับมาสู่ “กระบวนการ” (Process) มากกว่ากังวลเรื่อง “อันดับตาราง”
สถิติข่มมิด vs ฟอร์มปัจจุบัน
แม้ฟอร์มจะแกว่ง แต่โคเวนทรีมีสถิติที่น่าอุ่นใจ คือ ไม่แพ้ให้มิดเดิลสโบรห์มาแล้ว 9 นัดติดต่อกัน (นานกว่า 4 ปี) แถมยังมีสถิติเกมเหย้าที่ดีที่สุดในลีก แต่สถิตินั้นจะมีความหมายอะไร หากพวกเขาหยุดเกมรุกอันดุดันของโบโร่ไม่ได้?
แลมพาร์ดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “นี่ไม่ใช่เกมที่ ‘ต้องชนะ’ เพราะยังเหลืออีก 14 นัด แต่เรา ‘อยากชนะ’ อย่างแน่นอน และเราต้องเรียกเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเองกลับมาให้ได้ในคืนวันจันทร์นี้”
ผลแพ้ชนะในเกมนี้อาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของฤดูกาล แต่มันจะเป็นจุดเปลี่ยนทางจิตวิทยาครั้งสำคัญ ที่จะบอกว่าใครกันแน่คือ “ของจริง” ที่คู่ควรกับตั๋วพรีเมียร์ลีกใบแรก

