เกิดใหม่ในวัย 25! ‘โอซาน คาบัค’ เปิดใจช่วงเวลาสั้นๆ กับหงส์แดง และฝันร้าย ACL ที่สอนให้เขาแกร่งขึ้น
BK8 – น้ำตา บทเรียน และการเกิดใหม่: ‘โอซาน คาบัค’ กับเส้นทางที่ยังทอดยาวไปข้างหน้า – แทงบอล
รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าของ โอซาน คาบัค เมื่อเขาเริ่มพูดถึงอนาคต “ไม่มีการวางแผนอะไรทั้งนั้นครับ ไม่ใช่หลังจากสิ่งที่ผมเพิ่งเผชิญมา” ปราการหลังชาวตุรกีวัย 25 ปี กล่าวเปิดใจในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล
ปัจจุบัน คาบัคกำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นกับ ฮอฟเฟนไฮม์ ทีมอันดับ 3 ของบุนเดสลีกา แต่สัญญาของเขากำลังจะหมดลงในซัมเมอร์นี้ แม้เขาจะตั้งเป้าหมายกลับไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาลหน้า แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะต่อสัญญาเพื่ออยู่เป็นปีที่ 4 หรือจะออกไปหาความท้าทายใหม่
สิ่งที่ทำให้หลายสโมสรในยุโรปกำลังจับตามองเขา ไม่ใช่แค่ความแข็งแกร่งในเกมรับ แต่คือ “สัญชาตญาณการทำประตู” สถิติระบุว่าเวลานี้ ไม่มีเซ็นเตอร์แบ็กคนไหนใน 5 ลีกใหญ่ยุโรปที่ทำประตูได้มากกว่าเขาอีกแล้ว (ไม่รวมจุดโทษ) โดย 4 ประตูที่เขาทำได้ เกิดขึ้นในช่วง 11 เกมหลังสุดเท่านั้น!
ฝันร้าย 500 วัน และน้ำตาบนเตียงผู้ป่วย
ฟอร์มที่ร้อนแรงของคาบัค เกิดขึ้นหลังจากการกลับมาลงสนามอีกครั้ง หลังจากต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการเอ็นไขว้หน้าเข่า (ACL) ฉีกขาด ซึ่งทำให้เขาต้องพักฟื้นยาวนานกว่า 500 วัน
เหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นในเกมอุ่นเครื่องทีมชาติกับ อิตาลี ก่อนศึกยูโรที่เยอรมนีจะเริ่มขึ้น “มันโหดร้ายและยากจะทำใจยอมรับ ผมกำลังมีฤดูกาลที่ดี และกำลังจะได้ไปเล่นยูโรที่เยอรมนี ประเทศที่พิเศษมากสำหรับผม มันเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่มากครับ” คาบัค เล่าย้อนความหลัง
ภาพจำที่เจ็บปวดที่สุดคือเกมนัดเปิดสนามที่ตุรกีพบกับจอร์เจีย “ผมต้องดูเกมนั้นจากโรงพยาบาล ตุรกีลงเตะนัดแรกในวันเดียวกับที่ผมผ่าตัดเข่า พอผมตื่นขึ้นมาจากการผ่าตัด ฤทธิ์ยายังไม่หมดดี ผมอยู่ในห้องกับครอบครัวและเอเยนต์ พอเห็นเกมถ่ายทอดสดบนทีวี ผมก็เริ่มร้องไห้ ผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จริงๆ มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก”
ในช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟู คาบัคใช้การอ่านหนังสือเพื่อเยียวยาจิตใจ โดยเฉพาะนิยายเรื่อง Madonna In A Fur Coat ของ ซาบาฮัตติน อาลี นักเขียนร่วมชาติ ที่สอนให้เขารู้จักความรัก ความเหงา และการสูญเสียโอกาส “ผมอ่านหนังสือไปประมาณ 20-30 เล่ม มันมอบแรงบันดาลใจและทำให้ผมเข้าใจมุมมองอื่นๆ… ผมเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เป็นนักเตะที่โตขึ้น และเป็นมนุษย์ที่แข็งแกร่งขึ้นแล้วครับ”
ชายผู้ถูกลืมแห่งแอนฟิลด์
สำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูล ชื่อของคาบัคคือตัวแทนของความทรงจำในช่วงวิกฤตกองหลังบาดเจ็บเมื่อต้นปี 2021 เขาถูกยืมตัวมาจากชาลเก้ด้วยวัยเพียง 20 ปี และต้องรับหน้าที่แทนยอดแข้งอย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, โจ โกเมซ และ โจเอล มาติป
“ผมแค่โชคร้ายครับ” เขากล่าวยอมรับถึงการที่ได้ลงเล่น 13 นัดให้หงส์แดง แต่ไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศเสียงเชียร์ของแฟนบอลในแอนฟิลด์เลยแม้แต่นัดเดียว เนื่องจากข้อจำกัดช่วงโควิด-19
นอกจากนี้ เขายังพลาดโอกาสลงเล่นเคียงข้างไอดอลของเขาอย่าง ฟาน ไดจ์ค ที่กำลังพักรักษาอาการบาดเจ็บ ACL เช่นกันในเวลานั้น “ผมหวังว่าผมจะได้ใช้เวลากับเขาให้มากกว่านี้ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังรู้สึกขอบคุณที่ได้รู้จักเขา”
เมื่อจบฤดูกาล เจอร์เก้น คล็อปป์ แจ้งข่าวร้ายว่าทีมจะไม่เซ็นสัญญาถาวรกับเขา “มันเป็นช่วงเวลาที่น่าเศร้ามากสำหรับผม ถ้าผมได้อยู่กับลิเวอร์พูลนานกว่านี้ ผมคิดว่าผมคงได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ แต่ผมก็รู้สึกโชคดีและได้รับพรอย่างมากแล้ว ที่มีโอกาสได้ลงเล่นให้กับสโมสรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้”
บทพิสูจน์บทใหม่ที่รออยู่
คืนวันอังคารนี้ ลิเวอร์พูล มีคิวลงเตะแชมเปียนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรกกับ กาลาตาซาราย สโมสรแรกในชีวิตของคาบัคที่อิสตันบูล ซึ่งแน่นอนว่าเขาจะติดตามชมเกมนี้อย่างใกล้ชิด “กาลาตาซารายสร้างผมขึ้นมาให้เป็นผมในวันนี้ ส่วนลิเวอร์พูลทำให้ผมเป็นนักเตะชั้นนำที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก… มันจะเป็นเกมที่น่าสนใจมาก”
เส้นทางของ โอซาน คาบัค ผ่านทั้งจุดสูงสุดของการได้สวมเสื้อลิเวอร์พูล และจุดต่ำสุดของการบาดเจ็บสาหัส วันนี้เขาพร้อมแล้วที่จะกลับมาเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการพาทีมชาติไปลุยฟุตบอลโลกทางฝั่งอเมริกาเหนือผ่านรอบเพลย์ออฟ หรือการล่าตาข่ายด้วยลูกโหม่งอันทรงพลังในบุนเดสลีกา…
“ผมกำลังเล่นได้ดีเยี่ยมในตอนนี้ และผมเชื่อว่าสิ่งยิ่งใหญ่ยังคงรอผมอยู่ข้างหน้า” ประโยคนี้ของคาบัค ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ แต่มันคือคำสัญญาของลูกผู้ชายที่ผ่านการหล่อหลอมจากความเจ็บปวดมาแล้วอย่างแท้จริง

