เจาะลึกการเงินลิเวอร์พูล: รายได้ทะลุสถิติสโมสร เบื้องหลังงบเสริมทัพ 400 ล้านปอนด์ยุค ‘สล็อต’

BK8 – เปิดบัญชีหงส์แดง: รายได้ทุบสถิติ สู่ฐานทุนสุดแกร่งเบื้องหลังตลาดนักเตะ 400 ล้านปอนด์ – แทงบอล

การกลับไปทวงบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกของ ลิเวอร์พูล เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา (2024-25) ไม่ได้นำมาซึ่งถ้วยรางวัลเพียงอย่างเดียว แต่มันยังพ่วงมาด้วย “ความมั่งคั่ง” ทางการเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้พวกเขาตะลุยตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ด้วยเม็ดเงินมหาศาลกว่า 400 ล้านปอนด์

ตัวเลขงบการเงินที่เพิ่งถูกเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงผลกำไร 15.2 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นผลประกอบการที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 2018-19 และเป็นการกลับมามีกำไรครั้งแรกในรอบ 3 ปี

ที่น่าทึ่งคือ รายได้รวมของสโมสรพุ่งสูงขึ้นถึง 15% ไปแตะที่ 702.7 ล้านปอนด์ ทำลายสถิติเดิมกระจุยกระจาย และส่งให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นสโมสรที่ 2 ในอังกฤษ (ต่อจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้) ที่มีรายได้ทะลุหลัก 700 ล้านปอนด์ต่อปี

ความสำเร็จที่หล่อเลี้ยงทุกภาคส่วน

ในขวบปีที่ 15 ของกลุ่มทุน Fenway Sports Group (FSG) การบริหารงานแบบเน้น “ความยั่งยืน” (Sustainability) ได้ผลิดอกออกผลอย่างชัดเจน รายได้ของลิเวอร์พูลเติบโตขึ้นในทุกมิติ:

  • รายได้จากค่าลิขสิทธิ์ทีวีและเงินรางวัล: การกลับไปเล่น ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก คือขุมทรัพย์ชิ้นโต เงินรางวัลจากยูฟ่ากระโดดจาก 23 ล้านปอนด์ (ตอนเล่นยูโรปาลีก) ขึ้นมาเป็น 82.5 ล้านปอนด์ และหากพวกเขาสามารถพลิกนรกผ่าน กาลาตาซาราย เข้ารอบ 8 ทีมได้ในสัปดาห์หน้า ตัวเลขนี้อาจพุ่งไปแตะ 95 ล้านปอนด์

  • รายได้ในวันแข่งขัน (Matchday): การขยายอัฒจันทร์ แอนฟิลด์ โร้ด เอนด์ (Anfield Road End) เสร็จสมบูรณ์ ช่วยโกยรายได้ค่าตั๋วเพิ่มขึ้นเป็น 115.6 ล้านปอนด์ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 37% นับตั้งแต่ปี 2018-19

  • รายได้เชิงพาณิชย์: แม้รายได้จากการขายเสื้อและสินค้าที่ระลึกของ Nike จะลดลงเล็กน้อย แต่ลิเวอร์พูลก็ยังโกยรายได้ส่วนนี้ไปถึง 323.5 ล้านปอนด์ (รั้งอันดับ 3 ของอังกฤษ) และคาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นอีกเมื่อดีลใหม่กับ Adidas เริ่มต้นขึ้น

ค่าใช้จ่ายที่เงาตามตัว

แน่นอนว่าเมื่อทีมประสบความสำเร็จ “รายจ่าย” ก็ย่อมพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ค่าเหนื่อยของบุคลากรลิเวอร์พูลพุ่งทะลุ 400 ล้านปอนด์เป็นครั้งแรก (จบที่ 427.7 ล้านปอนด์) สาเหตุหลักมาจากโบนัสการคว้าแชมป์ลีก, การจ่ายค่าชดเชยให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ และทีมงาน (9.6 ล้านปอนด์) รวมถึงการจ้างพนักงานธุรการและเจ้าหน้าที่นอกสนามกว่า 772 ชีวิต ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของลีกถึงสองเท่า

อย่างไรก็ตาม แม้ค่าจ้างจะสูงขึ้น แต่มันก็ยังเติบโตช้ากว่า “รายได้” ทำให้สัดส่วนค่าเหนื่อยต่อรายได้ของทีมลดลงจาก 61.3% เหลือ 60.9% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สุขภาพดีมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานของทีมระดับท็อป

การขายนักเตะ และวิกฤตที่ไม่ได้คาดฝัน

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของ FSG คือพวกเขาเริ่มทำเงินจากการ “ขายนักเตะ” ได้ดีขึ้น ฤดูกาลล่าสุดพวกเขามีกำไรจากการขายนักเตะ 53.3 ล้านปอนด์ และตัวเลขของฤดูกาลนี้ (2025-26) ก็คาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จากการปล่อยตัว ดาร์วิน นูนเญซ, หลุยส์ ดิอาซ และ จาเรลล์ ควอนซาห์

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางตัวเลขที่สวยงาม สโมสรต้องเผชิญกับความสูญเสียอันประเมินค่าไม่ได้ นั่นคือการจากไปอย่างกะทันหันของ ดิโอโก้ โชต้า จากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในทางบัญชี สโมสรต้องรับภาระตัดจำหน่ายมูลค่าทางบัญชีของโชต้าที่เหลืออยู่ 14.4 ล้านปอนด์ในทันที รวมถึงการจ่ายเงินเดือนที่เหลือตามสัญญาให้กับครอบครัวของเขา ซึ่งสโมสรได้ระบุในรายงานอย่างกินใจว่า “การประเมินทางการเงินนี้เป็นเพียงกระบวนการทางบัญชี แต่มันไม่อาจสะท้อนถึงความสูญเสียส่วนบุคคลและวิชาชีพอันประเมินค่าไม่ได้ที่สโมสรต้องเผชิญ”

ปัจจุบัน ลิเวอร์พูล ภายใต้การนำของ อาร์เน่อ สล็อต กำลังเผชิญกับฤดูกาลที่ยากลำบาก และต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อคว้าตั๋วแชมเปียนส์ลีก หากพวกเขาพลาดเป้าหมายนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ในฤดูกาลหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่นี่คือจุดแข็งของการบริหารงานแบบ FSG… พวกเขาไม่ได้สร้างทีมเพื่อหวังผลระยะสั้น ฐานการเงินที่แข็งแกร่ง หนี้สินการโอนย้ายที่ต่ำ และความสามารถในการทำกำไร ทำให้ลิเวอร์พูลยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ต้องปวดหัวกับ “กฎการเงิน” (PSR) เหมือนสโมสรคู่แข่งอื่นๆ

ความพ่ายแพ้ในหนึ่งฤดูกาลอาจทำให้แฟนบอลเจ็บปวด แต่ในมุมของผู้บริหาร FSG จะไม่มีการฉีกแผนทิ้งแล้วเริ่มต้นใหม่เพียงเพราะผลลัพธ์ระยะสั้นอย่างแน่นอน เพราะรากฐานที่พวกเขาสร้างไว้นั้น แข็งแกร่งเกินกว่าจะพังทลายลงง่ายๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ข่าวที่คุณห้ามพลาด

แทงบอลออนไลน์ ได้ตลอด 24 ชม ฝากถอนได้ไม่จำกัด